เทคนิคสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า

November 22nd, 2014

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดออนไลน์กำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันมีความแตกต่างกับการตลาดแบบ Offline มาก เพราะการทำตลาดออนไลน์ นอกจากเจ้าของธุรกิจจะไม่ต้องจ้างพนักงานแล้ว ยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและที่สำคัญ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนเสียด้วยซ้ำ แต่การมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และข้อเสียข้อเนี่ย.. ของการตลาดออนไลน์ ก็คือ “ความน่าเชื่อถือ” กลัวที่จะถูกเชิดเงิน บ้างก็กลัวจะไม่ได้รับสินค้า กลัวสารพัด ต่างๆนาๆแล้วแต่จะคิด และยิ่งการตลาดแบบ E – Commerce แล้วยิ่งสร้างความกังวลต่อลูกค้ามากๆ เพราะว่าจ่ายก่อนแล้วได้ของทีหลัง

หลังจากที่เรารู้ว่าทำไมคนไทยถึงไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ และหนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือไม่ไว้ใจ กลัวร้านค้าโกง กลัวไม่ได้สินค้า สรุปคือ ขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้นสิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ อาจจะช่วยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ควรพลาด

1.เรามีตัวตน

ทำให้ลูกค้าเห็นว่าเรามีตัวตน คือ เราต้องมีชื่อ, ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ หรือหน้า ติดต่อเรา ( contact us ) หากเป็นไปได้ มีรูปเจ้าของร้านยิ่งดี แต่อันนี้แล้วแต่เจ้าของธุรกิจนะครับ จะมีหรือไม่มีก็ได้

2.มีของดีต้องโชว์

หากว่าร้านคุณเคยได้รับรางวัล หรือได้ใบประกาศณียาบัตรการรับรองในสิ่งที่เกี่ยวกับร้านคุณหรือสินค้าคุณ ถ้ามีคุณก็ควรเอามาใส่ในเว็บไซต์ด้วย จะได้แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เรามีการรับรอง เช่น ทะเบียนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอสิกส์และสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้า ไม่ได้หลอกลวง

3.แสดงรายละเอียด บลาๆๆ

สินค้าของคุณคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร รวมถึงวิธีการใช้งาน การเก็บรักษา รวมถึงการขายเสื้อผ้า แฟชั่นต่างๆก็ควรบอก Size รวมถึงคุณสมบัติพิเศษของสินค้าว่าใส่สบาย ไม่ซับขนสัตว์ เป็นต้น การมีข้อมูลให้เยอะไว้ก่อนนั้นนอกจากดีกับลูกค้าแล้วยังดีกับ Google ไปในทางอ้อมด้วยนะ ยิ่งข้อมูลเยอะ Google ยิ่งให้อันดับสินค้าเราดีขึ้น

4.ใช้ลูกค้าให้เป็นประโยชน์

หากคุณมีลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่ใช้บริการกับคุณ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณควรทำการ Test ลูกค้า ในการใช้สินค้า เหมือน Before / After หรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรขอลูกค้าสัมภาษณ์และถ่ายรูปด้วยเลย หลังจากนั้นนำบทสัมภาษณ์ลูกค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณ มาโชว์ลงเว็บไซต์คุณด้วย ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ดูน่าเชื่อถือต่อธุรกิจคุณ เหมือน iTopplus ครับ

5.การรับประกัน

ควรมีเงื่อนไขการรับประกันสินค้า เช่น หากชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินค้ายินดีคืนเงิน , สินค้ามีปัญหาเปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน , ชำระค่าสินค้าแล้ว ทางเราจะจัดส่งสินค้าไม่เกิน 3 วัน เป็นต้น ซึ่งการเขียนในลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นความไว้ใจของลูกค้า และที่สำคัญควรจัดส่งสินค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห้ามช้าเกินเด็ดขาด และควรตอบกับลูกค้าหลังจากสั่ง Order เสร็จ ไม่ควรปล่อยให้ลูกค้ารอเกิน 1-2 วัน สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นของการทำการตลาดออนไลน์ ลองคิดดูแล้วกัน คุณสั่งสินค้าและโอนเงินไปให้ และเจ้าของร้านหายเงียบไปเฉยๆ คุณก็คงจะรู้สึกกะวนกะวาย ร้อนใจและโกรธ ดังนั้นอย่าทำให้ลูกค้ารู้สึกแบบนี้กับร้านคุณเป็นอันขาด

6.อัพเดทให้บ่อย

หมั่นให้ความสนใจเว็บไซต์ ควรอัพเดทสินค้ามาใหม่หรือข้อมูลต่างๆที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้าอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่มีสินค้าใหม่ๆก็ตาม อย่าปล่อยให้เว็บไซต์ร้าง หรือไม่ก็ชวนคุยทางช่องทางติดต่อต่างๆอยู่เสมอ รวมถึงจัดโปรโมชั่น เล่นเกมส์แจกรางวัล มันก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เว็บไซต์เรายังมีการให้บริการอยู่เสมอไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้แต่อย่างใด

อัทเดทสินค้าออนไลน์ทุกวันสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์

October 14th, 2014


ปัจจุบันการเปิดร้านขายสินค้าออนไลน์กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากต้นทุนที่ถูกมีความสะดวกรวดเร็วในการจัดสร้าง ทำให้มีผู้ที่สนใจต้องการอยากเปิดเว็บไซต์ร้านขายสินค้าออนไลน์เป็นของตัวเองจำนวนมาก ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดต่อระหว่างกลุ่มเพื่อน คนรู้จัก เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ถึงอยู่กันคนละมุมโลกก็สามารถพูดคุยกันได้ตลอดเวลา รวมไปถึงการติดต่อซื้อขายสินค้า ใช้บริการ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ก็นิยมทำผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะสะดวกสบายแค่ปลายนิ้วคลิก ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างมากเลยค่ะ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดออนไลน์กำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ  เพราะมันมีความแตกต่างกับการตลาดแบบ Offline มาก เพราะการทำตลาดออนไลน์ นอกจากเจ้าของธุรกิจจะไม่ต้องจ้างพนักงานแล้ว ยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและที่สำคัญ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนเสียด้วยซ้ำ  แต่การมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และข้อเสียข้อเนี่ย.. ของการตลาดออนไลน์ ก็คือ  “ความน่าเชื่อถือ” กลัวที่จะถูกเชิดเงิน บ้างก็กลัวจะไม่ได้รับสินค้า กลัวสารพัด ต่างๆนาๆแล้วแต่จะคิด และยิ่งการตลาดแบบ E – Commerce แล้วยิ่งสร้างความกังวลต่อลูกค้ามากๆ เพราะว่าจ่ายก่อนแล้วได้ของทีหลัง

ช้อปปิ้งออนไลน์ หรือ E-commerce ที่พวกเราทุกคนรู้จักกันดี แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับการซื้อ-ขายสินค้าให้กับทั้งเจ้าของร้านและลูกค้าก็ตาม แต่การที่ลูกค้าจำเป็นต้องชำระเงินก่อน ถึงจะได้รับสินค้านั้น กลายเป็นจุดอ่อนที่มีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางนี้ในการหลอกลวงทรัพย์สินของคุณไป และกลายเป็นเรื่องที่ “น่ากลัว” ของลูกค้าสำหรับการซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์เสมอมา

การอัพเดทสินค้า
การขายสินค้าออนไลน์นั้นเจ้าของเว็บไซต์ควรที่จะหมั่นให้ความสนใจเว็บไซต์ ควรอัพเดทสินค้ามาใหม่หรือข้อมูลต่างๆที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้าอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่มีสินค้าใหม่ๆก็ตาม  อย่าปล่อยให้เว็บไซต์ร้าง หรือไม่ก็ชวนคุยทางช่องทางติดต่อต่างๆอยู่เสมอ รวมถึงจัดโปรโมชั่น เล่นเกมส์แจกรางวัล มันก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เว็บไซต์เรายังมีการให้บริการอยู่เสมอไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้แต่อย่างใด

ผู้ซื้อส่วนใหญ่ชอบการได้เลือก ยิ่งมีแบบให้เลือกเยอะ ยิ่งชอบ ยิ่งดี การอัพเดทสินค้าใหม่ๆเสมอจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในการตัดสินใจ เพราะผู้ซื้อบางคนก็ไม่ต้องการใช้เวลาตัดสินใจนาน แค่เห็นแล้วชอบก็สั่งซื้อ ทั้งนี้ยังต้องมีความสม่ำเสมอในการอัพเดท ถ้าร้านค้ามีความเคลื่อนไหวอยู่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีคนเฝ้าร้านคอยรับผิดชอบและมีคนให้ติดต่อสอบถามอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการอัพเดทความเคลื่อนไหวและข้อมูลสินค้าจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการค้าขายออนไลน์
สินค้าสำหรับขายออนไลน์นั้นควรเน้นที่รูปลักษณ์ และการนำเสนอให้เห็นถึงความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อจะเป็นคนที่มีความรู้ และสามารถสืบค้นข้อมูลได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตซึ่งลูกค้าอาจคนพบสินค้าที่มีรูปลักษณ์ที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบด้านคุณภาพและราคาได้เพราะฉะนั้นจึงควรมีการนำเสนอที่สวยงาม สินค้าที่นำมาขายควรเป็นสินค้าที่มีคุณภาพหากไปเดินเลือกมาขายเองก็ต้องตรวจสอบคุณภาพให้ดีก่อน เพราะใครๆ ก็อยากได้แต่ของดีๆ ของที่ถูกใจไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็ซื้อได้ และจะกลับมาซื้ออีกแน่นอน หากคุณภาพของสินค้าที่สั่งไปคุณภาพลดลงเมื่อไหร่ก็เหมือนเป็นการไล่ลูกค้าทางอ้อมนั้นเอง

ความสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าในสภาวะที่ค่าครองชีพสูงเศรษฐกิจตกต่ำ

September 26th, 2014

ในสภาวะที่ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจตกต่ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่คนเราจะต้องประหยัดและอดออม การเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ฉลาด จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขเนื้อหาสาระ สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว เรื่องการเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าปลีก ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ควรพิจารณาดังต่อไปนี้ความจำเป็น และความต้องการ ในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นในการดำเนินชีวิตผู้ซื้อควรมีการวางแผนการใช้จ่ายที่แน่นอนชัดเจนและคำนึงถึงความประหยัดเป็นสำคัญ และจำนวนเงินที่ตนมีอยู่ แล้วจัดสรรว่าควรใช้จ่ายอย่างไรและเท่าใด ซึ่งควรพิจารณาเลือกซื้อจากสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ก่อนสิ่งฟุ่มเฟือยอื่น ๆ ที่จำเป็นน้อยกว่า  การเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ ก่อนการซื้อควรได้มีการเปรียบเทียบราคาสินค้าหรือบริการที่จะได้รับ บางครั้งอาจพบว่าราคาสูงเกินไป บางครั้งสินค้าหรือบริการเหล่านั้นไม่สามารถสนองความต้องการของเราถ้าไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่อาจตัดสินใจได้

การพิจารณาเวลาที่จะซื้อ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าชนิดใดก็ตามจะต้องพิจารณาของสินค้าชนิดนั้นให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเพื่อเวลาซื้อไปแล้วไม่ถูกใจก็ไม่สามรถที่จะนำมาคืนได้การพิจารณาวิธีที่จะซื้อ วิธีการที่จะซื้อนั้น หมายถึง จะซื้อด้วยเงินสดหรือเงินผ่อนจะต่อรองราคาหรือไม่อย่างไร บางคนชอบต่อรองราคาให้ต่ำมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทั้งในด้านการซื้อสินค้าและบริการการพิจารณาร้านค้าที่จะซื้อ ร้านที่จำหน่ายสินค้าจะมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และขนาดปานกลางในชุมชนเล็กอาจจะมีร้านเพียง 1-2 ร้านเท่านั้น เพราะมีผู้ซื้อจำนวนน้อย ต่างกับร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีสินค้ามากมายหลายชนิดให้เลือก ซึ่งร้านที่จำหน่ายสินค้าประเภทต่าง ๆ อาจจะจัดประเภทได้ดังต่อไปนี้ห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่จะจำหน่ายสินค้านานาชนิด ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับตกแต่งบ้าน หนังสือ เครื่องใช้สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า จะมีพนักงานไว้คอยบริการลูกค้า มีบริการโทรศัพท์ ห้องน้ำ ที่จอดรถรับฝากของ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นอย่างดี

 

เหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า

August 16th, 2014

สินค้าทุกอย่างในท้องตลาดล้วนแต่มีการแข่งขันกันทั้งสิ้น จะทำอย่างไรให้สินค้าของเราเป็นที่ต้องการ เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของลูกค้า เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมของลูกค้าเสียก่อน จึงจะทำให้เราสามารถทำการตลาดได้อย่างตรงจุด

การตระหนักถึงความต้องการ / โอกาสที่สูงขึ้น (Need / Opportunity Recognition)
สิ่งแรกที่ลูกค้าใช้เป็นหลักในการเลือกซื้อสินค้าก็คือความต้องการสินค้านั้น หากสินค้าชิ้นนั้นไม่ตอบสนองความต้องการ ลูกค้าก็ไม่ซื้อ เช่น ลูกค้ามีปัญหารังแค ลูกค้าจึงได้ซื้อแชมพูยี่ห้อเอมาลองใช้ ปรากฏว่าใช้จนหมดขวด รังแคก็ยังไม่ลดลง ครั้งต่อไปลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนไปซื้อแชมพูยี่ห้ออื่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่าที่ลูกค้าคาดหวังว่าสามารถตอบสนองความต้องการได้มากกว่าแทน

การค้นหาข้อมูล (Information Search)
เมื่อลูกค้าเกิดความต้องการซื้อสินค้า ลูกค้าจะทำการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ โดยอาจใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาของลูกค้าเองในการเลือกซื้อสินค้าชนิดเดิม ยี่ห้อเดิม แต่หากลูกค้าต้องการเปลี่ยนมาใช้สินค้าที่มีคุณสมบัติที่มากกว่าเดิม ลูกค้าอาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม จากบุคคล โฆษณา พนักงานขาย ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง เพื่อประกอบการตัดสินใจ

การประเมินทางเลือก (Evaluation of alternatives)
ลูกค้าเปรียบเทียบสินค้าหลาย ๆ ตราสินค้าก่อนตัดสินใจ โดยพิจารณาตามเกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ตราสินค้า คุณสมบัติ หน้าที่ ราคา สัญลักษณ์ และอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผลการปฏิบัติงานของตราสินค้านั้น ๆ ตราสินค้าใดที่ประเมินแล้วว่ามีคุณค่าตามความคาดหวังของลูกค้ามากที่สุดก็จะเลือกตราสินค้านั้น

การซื้อ (Purchase)
เมื่อผู้บริโภคตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อสินค้าแบบใด ยี่ห้อใด ผู้ซื้อก็อาจเปลี่ยนใจในภายหลังได้อีก หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดการประเมินทางเลือกใหม่ เช่น สินค้ายี่ห้ออื่นมีการลดราคา และจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากว่ายี่ห้อที่กำลังจะซื้อ ลูกค้าก็อาจตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย เปลี่ยนไปซื้อสินค้ายี่ห้ออื่นแทน

การตอบสนองต่อความต้องการสินค้าและการบริการทางด้านตลาด

July 15th, 2014

ปัจจุบันเราจะเห็นสินค้าและบริการมีรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณสูง มีคุณภาพดี มีรูปแบบต่างๆ ลดแรงงานคน เพิ่มผลผลิตได้เร็วขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงมีกำไรมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีในการผลิต เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการผลิตการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน การนำวิทยาการใหม่ๆมาช่วยในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น

การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตลาดกับผู้ผลิต

หรือผู้ขายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การทำงานในระบบนี้จะเริ่มต้นจากการพัฒนาระบบการตลาด คือ ใช้ตลาดเป็นตัวตั้ง ข้อมูลข่าวสารการตลาดจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณความต้องการของตลาดที่มีต่อสินค้าและบริการไปยังผู้ผลิต ผู้ผลิตจะพยายามตอบสนองความต้องการทางด้านตลาดโดยการปรับระบบและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน

เป้าหมายหลักของการผลิตเพื่อขาย

ตามแผนพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และการสร้างงาน คือการที่จะให้ระบบการผลิตทั้งที่เป็นการขายภายในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นการผลิตทางการค้าอย่างแท้จริง หลักการของการผลิตเพื่อขายมิใช่เป็นเรื่องใหม่หรือแนวความคิดใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากมีการดำเนินงานในธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่แล้ว ในลักษณะที่เป็นการจ้างผลิตหรือการจ้างทำของ แต่กิจกรรมการผลิตทั้งทางด้านสินค้าเกษตรและผู้ผลิตอิสระรายย่อยส่วนใหญ่โดยทั่วไปยังยึดการขายตามผลิตมากกว่าการผลิตเพื่อขาย

การนำเอาปัจจัยการผลิตชนิดต่างๆมาใส่ในกระบวนการผลิต

แปรสภาพปัจจัยการผลิตให้เป็นสินค้าและบริการต่างๆเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ การผลิตเป็นการสร้างอรรถประโยชน์ให้กับผู้บริโภค และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของสิ่งของที่มีอยู่แล้วให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น การจัดการธุรกิจในปัจจุบันนี้ไม่ได้มาจากการดำเนินงานของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หากแต่เป็นความสำเร็จที่มาจากการดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายๆ บริษัทที่สนับสนุนกันและกัน เช่น บริษัทคู่ค้าที่ขายวัตถุดิบ บริษัทผู้ผลิต บริษัทจัดส่งสินค้า บริษัทขายปลีก ลูกค้า ความสำเร็จทางธุรกิจจะดูได้จากความพึงพอใจลูกค้าเป็นหลัก