สร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายระหว่างฤดูฝน

December 15th, 2014

ยอดขายอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากมีผู้ขายจำนวนมากที่หันมาทำการค้าผ่านโลกดิจิตอล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีผู้ขายจำนวนไม่กี่รายที่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อยอดขายของพวกเขา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือในช่วงฤดูฝนของบ้านเรา ที่นอกจากฝนจะตกหนักแล้ว การจราจรก็ติดขัดเป็นอย่างมาก ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่ที่บ้านไม่ออกไปไหนมากกว่า ซึ่งนั่นเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะทำให้ยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ร้านค้าจะต้องเตรียมการรับมือให้ดีเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเพิ่มจำนวนของผู้เข้าชมร้านค้า วันนี้มี 5 กลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายสู้กับสายฝนที่จะแนะนำ

1.เครื่องมือการค้นหาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

เมื่อผู้ซื้อเสิร์ชหาสินค้า ข้อมูลส่วนใหญ่มักมากจากเสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่ อย่างกูเกิล (Google) หรือตัวช่วยในการค้นหาอื่น จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพของกลไกในการค้นหาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะดึงดูดใจผู้ซื้อได้ แม้ว่าเราจะไม่เห็นถึงขั้นตอนการทำงานของเครื่องมือค้นหาเหล่านั้น แต่วิธีการทำงานคร่าวๆ ก็คือเครื่องมือนี้จะรวมเอาความถี่ของคีย์เวิร์ดที่ถูกค้นหาเป็นประจำมารวมกันจากหลากหลายเว็บไซต์ โดยคุณต้องแน่ใจก่อนว่า เว็บไซต์ของคุณเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์อยู่หรือไม่ สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ อย่าใช้คีย์เวิร์ดคำเดิมบ่อยเกินไปหรือใส่ลิงค์ที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ผลการค้นหาที่ออกมาก็จะไม่มีเว็บไซต์ของคุณปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริการเด่นที่ราคูเท็น ตลาดดอทคอม โปรแกรมที่จะจัดการเรื่องนี้โดยอัตโนมัติให้ร้านค้า

2.หมั่นปรับเนื้อหาหน้าร้านให้หมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับร้านค้าออนไลน์ คือ การอัพเดทเนื้อหาที่แสดงสินค้าอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลซื้อขาย การวางแผนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ขายมีความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่น มองหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับฤดูกาลและคาดว่าจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ แล้วเตรียมคำอธิบายของสินค้าใหม่ให้น่าสนใจ ไม่แน่สินค้านั้นอาจจะดึงดูดใจให้ลูกค้ามาเป็นเจ้าของได้ นอกจากนี้วิดีโอก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ ที่จะช่วยอธิบายประโยชน์ของสินค้าได้ดียิ่งขึ้น เช่น อธิบายคุณสมบัติของสินค้าที่กันน้ำให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยอธิบายวิธีการใช้งาน หรือการตั้งค่าสินค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้คุณแตกต่างไปจากร้านค้าร้านอื่นอีกด้วย

3.รักษา “คอนเซ็ปต์” ของร้านค้าให้เด่นชัด

ร้านค้าออนไลน์สามารถสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามความต้องการของลูกค้าจะแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดภายหลังจากที่ได้ใช้เวลาสักพักในการเลือกชมร้านค้า ดังนั้น “คอนเซ็ปต์” ของร้านจึงไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เพื่อมิให้ลูกค้าสับสน เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ หากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง ก็ควรเริ่มจากสิ่งที่ไม่เปลี่ยนจากเดิมมากจนเกินไป ควรเริ่มต้นที่การเปลี่ยนสีของหน้าเว็บไซต์ เปลี่ยนดีไซน์ หลังจากที่คุณได้ทำการเปลี่ยนแปลงแล้ว คุณควรที่จะให้เพื่อนหรือครอบครัวของคุณได้ลองใช้งานจริงดูและถามความเห็น เพราะว่าเราเป็นคนทำด้วยตัวเองบางทีเราอาจจะไม่เห็นจุดบกพร่องเท่าที่คนอื่นเห็น สุดท้าย ถ้าหากว่าคุณมีร้านค้าหน้าร้านทั่วไปนอกเหนือจากร้านค้าออนไลน์อยู่แล้วด้วยละก็ ร้านค้าทั้งสองควรมีคอนเซ็ปต์ร้านและสไตล์การตกแต่งไปในทางเดียวกัน

4.วิเคราะห์ราคา แบ่งหมวดหมู่สินค้า สร้างข้อเสนอพิเศษ

การวิเคราะห์และตั้งราคาที่เหมาะสม แบ่งหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบและสร้างแรงจูงใจ ก็ไม่ควรถูกมองข้ามในระหว่างช่วงเวลาแห่งการเพิ่มยอดขายของคุณ อย่าลืมว่ามีคู่แข่งมากมายหลายเจ้าที่พยายามจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าของคุณเช่นกัน ดังนั้นคุณควรที่จะเตรียมพร้อมสร้างสรรค์โปรโมชั่นหรือข้อเสนอดีๆ หรือของสมนาคุณพิเศษสำหรับฤดูกาลอันชุ่มฉ่ำนี้ ลองพิจารณาดูจากยอดขายที่ผ่านมาว่าแนวโน้มการเติบโตของยอดขายเป็นอย่างไรและช่วงเวลาไหนที่คุณควรจะจัดข้อเสนอพิเศษๆ ขึ้นมา ผลการสำรวจล่าสุด จาก ราคูเท็น สมาร์ท ช้อปปิ้ง เซอร์เวย์ ที่สำรวจนักช็อปชาวไทยพบว่า สินค้าราคาถูก เป็นหนึ่งในสามเกณฑ์สำคัญในการช็อปปิ้งเลยทีเดียว ในเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ทำไมเราไม่เอาประโยชน์ตรงนี้มาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเสียเลยละ?

5.พัฒนากลยุทธ์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย

ในปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยมากกว่า 18 ล้านคน ยังไม่รวมไปถึงเครื่อข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น อินสตาแกรม (Instagram) และทวิตเตอร์ (Twitter) ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะหันมาใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของคุณ และถ้าหากคุณมี เฟซบุ๊กเพจ(Facebook Page) อยู่แล้วละก็ ทำไมคุณไม่ลองใช้ฟังค์ชั่น ควิกซ์ เซอร์เวย์ (Quick survey) สำรวจดูละว่าลูกค้าอยากจะเห็นสินค้าแบบไหนจากร้านของคุณ หรือบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าจากการแชร์รูปสินค้าสุดพิเศษของคุณที่สอดคล้องตามแต่ละฤดูกาลในอินสตาแกรมก็เป็นได้ แต่ควรระวังไว้หนึ่งอย่างว่าหากคุณเลือกที่จะใช้โซเชียลมีเดียเป็นกลยุทธ์ทางการค้าแล้วละก็ การค้าขายของคุณจะไมได้เป็นเพียงอาชีพเสริมอีกต่อไป เพราะผู้ใช้โซเชียลมีเดียคาดหวังที่จะได้รับการตอบรับที่รวดเร็วและต่อเนื่องจากคุณ ดังนั้น คุณต้องพิจรณาให้ดีก่อนว่าคุณจะมีวิธีรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงเหล่านี้ไหม

สิ่งสำคัญที่จะสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายระหว่างฤดูฝนนั้น คือการวางแผนและเตรียมงานล่วงหน้าอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าไว้ในใจเสมอ ผู้ค้าขายผ่านโลกออนไลน์ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด และการดำเนินการตามกลยุทธ์ที่เหมาะสมในชวงเวลาเช่นยามที่ฝนตกบ่อยอย่างตอนนี้ก็จะเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยเพิ่มยอดขายให้คุณได้อย่างแน่นอน

เทคนิคสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า

November 22nd, 2014

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดออนไลน์กำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันมีความแตกต่างกับการตลาดแบบ Offline มาก เพราะการทำตลาดออนไลน์ นอกจากเจ้าของธุรกิจจะไม่ต้องจ้างพนักงานแล้ว ยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและที่สำคัญ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนเสียด้วยซ้ำ แต่การมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และข้อเสียข้อเนี่ย.. ของการตลาดออนไลน์ ก็คือ “ความน่าเชื่อถือ” กลัวที่จะถูกเชิดเงิน บ้างก็กลัวจะไม่ได้รับสินค้า กลัวสารพัด ต่างๆนาๆแล้วแต่จะคิด และยิ่งการตลาดแบบ E – Commerce แล้วยิ่งสร้างความกังวลต่อลูกค้ามากๆ เพราะว่าจ่ายก่อนแล้วได้ของทีหลัง

หลังจากที่เรารู้ว่าทำไมคนไทยถึงไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ และหนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือไม่ไว้ใจ กลัวร้านค้าโกง กลัวไม่ได้สินค้า สรุปคือ ขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้นสิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ อาจจะช่วยไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ควรพลาด

1.เรามีตัวตน

ทำให้ลูกค้าเห็นว่าเรามีตัวตน คือ เราต้องมีชื่อ, ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ หรือหน้า ติดต่อเรา ( contact us ) หากเป็นไปได้ มีรูปเจ้าของร้านยิ่งดี แต่อันนี้แล้วแต่เจ้าของธุรกิจนะครับ จะมีหรือไม่มีก็ได้

2.มีของดีต้องโชว์

หากว่าร้านคุณเคยได้รับรางวัล หรือได้ใบประกาศณียาบัตรการรับรองในสิ่งที่เกี่ยวกับร้านคุณหรือสินค้าคุณ ถ้ามีคุณก็ควรเอามาใส่ในเว็บไซต์ด้วย จะได้แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เรามีการรับรอง เช่น ทะเบียนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอสิกส์และสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ลูกค้า ไม่ได้หลอกลวง

3.แสดงรายละเอียด บลาๆๆ

สินค้าของคุณคืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร รวมถึงวิธีการใช้งาน การเก็บรักษา รวมถึงการขายเสื้อผ้า แฟชั่นต่างๆก็ควรบอก Size รวมถึงคุณสมบัติพิเศษของสินค้าว่าใส่สบาย ไม่ซับขนสัตว์ เป็นต้น การมีข้อมูลให้เยอะไว้ก่อนนั้นนอกจากดีกับลูกค้าแล้วยังดีกับ Google ไปในทางอ้อมด้วยนะ ยิ่งข้อมูลเยอะ Google ยิ่งให้อันดับสินค้าเราดีขึ้น

4.ใช้ลูกค้าให้เป็นประโยชน์

หากคุณมีลูกค้าเก่า หรือลูกค้าที่ใช้บริการกับคุณ หรือซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ คุณควรทำการ Test ลูกค้า ในการใช้สินค้า เหมือน Before / After หรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรขอลูกค้าสัมภาษณ์และถ่ายรูปด้วยเลย หลังจากนั้นนำบทสัมภาษณ์ลูกค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณ มาโชว์ลงเว็บไซต์คุณด้วย ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ดูน่าเชื่อถือต่อธุรกิจคุณ เหมือน iTopplus ครับ

5.การรับประกัน

ควรมีเงื่อนไขการรับประกันสินค้า เช่น หากชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินค้ายินดีคืนเงิน , สินค้ามีปัญหาเปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน , ชำระค่าสินค้าแล้ว ทางเราจะจัดส่งสินค้าไม่เกิน 3 วัน เป็นต้น ซึ่งการเขียนในลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นความไว้ใจของลูกค้า และที่สำคัญควรจัดส่งสินค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ห้ามช้าเกินเด็ดขาด และควรตอบกับลูกค้าหลังจากสั่ง Order เสร็จ ไม่ควรปล่อยให้ลูกค้ารอเกิน 1-2 วัน สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นของการทำการตลาดออนไลน์ ลองคิดดูแล้วกัน คุณสั่งสินค้าและโอนเงินไปให้ และเจ้าของร้านหายเงียบไปเฉยๆ คุณก็คงจะรู้สึกกะวนกะวาย ร้อนใจและโกรธ ดังนั้นอย่าทำให้ลูกค้ารู้สึกแบบนี้กับร้านคุณเป็นอันขาด

6.อัพเดทให้บ่อย

หมั่นให้ความสนใจเว็บไซต์ ควรอัพเดทสินค้ามาใหม่หรือข้อมูลต่างๆที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้าอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่มีสินค้าใหม่ๆก็ตาม อย่าปล่อยให้เว็บไซต์ร้าง หรือไม่ก็ชวนคุยทางช่องทางติดต่อต่างๆอยู่เสมอ รวมถึงจัดโปรโมชั่น เล่นเกมส์แจกรางวัล มันก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เว็บไซต์เรายังมีการให้บริการอยู่เสมอไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้แต่อย่างใด

อัทเดทสินค้าออนไลน์ทุกวันสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์

October 14th, 2014


ปัจจุบันการเปิดร้านขายสินค้าออนไลน์กำลังได้รับความนิยมเนื่องจากต้นทุนที่ถูกมีความสะดวกรวดเร็วในการจัดสร้าง ทำให้มีผู้ที่สนใจต้องการอยากเปิดเว็บไซต์ร้านขายสินค้าออนไลน์เป็นของตัวเองจำนวนมาก ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้การติดต่อระหว่างกลุ่มเพื่อน คนรู้จัก เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ถึงอยู่กันคนละมุมโลกก็สามารถพูดคุยกันได้ตลอดเวลา รวมไปถึงการติดต่อซื้อขายสินค้า ใช้บริการ หรือทำธุรกรรมต่างๆ ก็นิยมทำผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะสะดวกสบายแค่ปลายนิ้วคลิก ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างมากเลยค่ะ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการตลาดออนไลน์กำลังบูมขึ้นเรื่อยๆ  เพราะมันมีความแตกต่างกับการตลาดแบบ Offline มาก เพราะการทำตลาดออนไลน์ นอกจากเจ้าของธุรกิจจะไม่ต้องจ้างพนักงานแล้ว ยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมงและที่สำคัญ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนเสียด้วยซ้ำ  แต่การมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และข้อเสียข้อเนี่ย.. ของการตลาดออนไลน์ ก็คือ  “ความน่าเชื่อถือ” กลัวที่จะถูกเชิดเงิน บ้างก็กลัวจะไม่ได้รับสินค้า กลัวสารพัด ต่างๆนาๆแล้วแต่จะคิด และยิ่งการตลาดแบบ E – Commerce แล้วยิ่งสร้างความกังวลต่อลูกค้ามากๆ เพราะว่าจ่ายก่อนแล้วได้ของทีหลัง

ช้อปปิ้งออนไลน์ หรือ E-commerce ที่พวกเราทุกคนรู้จักกันดี แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับการซื้อ-ขายสินค้าให้กับทั้งเจ้าของร้านและลูกค้าก็ตาม แต่การที่ลูกค้าจำเป็นต้องชำระเงินก่อน ถึงจะได้รับสินค้านั้น กลายเป็นจุดอ่อนที่มีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องทางนี้ในการหลอกลวงทรัพย์สินของคุณไป และกลายเป็นเรื่องที่ “น่ากลัว” ของลูกค้าสำหรับการซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์เสมอมา

การอัพเดทสินค้า
การขายสินค้าออนไลน์นั้นเจ้าของเว็บไซต์ควรที่จะหมั่นให้ความสนใจเว็บไซต์ ควรอัพเดทสินค้ามาใหม่หรือข้อมูลต่างๆที่ให้ประโยชน์แก่ลูกค้าอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่มีสินค้าใหม่ๆก็ตาม  อย่าปล่อยให้เว็บไซต์ร้าง หรือไม่ก็ชวนคุยทางช่องทางติดต่อต่างๆอยู่เสมอ รวมถึงจัดโปรโมชั่น เล่นเกมส์แจกรางวัล มันก็จะช่วยสร้างความมั่นใจและแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เว็บไซต์เรายังมีการให้บริการอยู่เสมอไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้แต่อย่างใด

ผู้ซื้อส่วนใหญ่ชอบการได้เลือก ยิ่งมีแบบให้เลือกเยอะ ยิ่งชอบ ยิ่งดี การอัพเดทสินค้าใหม่ๆเสมอจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในการตัดสินใจ เพราะผู้ซื้อบางคนก็ไม่ต้องการใช้เวลาตัดสินใจนาน แค่เห็นแล้วชอบก็สั่งซื้อ ทั้งนี้ยังต้องมีความสม่ำเสมอในการอัพเดท ถ้าร้านค้ามีความเคลื่อนไหวอยู่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีคนเฝ้าร้านคอยรับผิดชอบและมีคนให้ติดต่อสอบถามอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการอัพเดทความเคลื่อนไหวและข้อมูลสินค้าจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการค้าขายออนไลน์
สินค้าสำหรับขายออนไลน์นั้นควรเน้นที่รูปลักษณ์ และการนำเสนอให้เห็นถึงความน่าสนใจและดึงดูดลูกค้าให้มาซื้อ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อจะเป็นคนที่มีความรู้ และสามารถสืบค้นข้อมูลได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตซึ่งลูกค้าอาจคนพบสินค้าที่มีรูปลักษณ์ที่เหมือนกัน หรือใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบด้านคุณภาพและราคาได้เพราะฉะนั้นจึงควรมีการนำเสนอที่สวยงาม สินค้าที่นำมาขายควรเป็นสินค้าที่มีคุณภาพหากไปเดินเลือกมาขายเองก็ต้องตรวจสอบคุณภาพให้ดีก่อน เพราะใครๆ ก็อยากได้แต่ของดีๆ ของที่ถูกใจไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็ซื้อได้ และจะกลับมาซื้ออีกแน่นอน หากคุณภาพของสินค้าที่สั่งไปคุณภาพลดลงเมื่อไหร่ก็เหมือนเป็นการไล่ลูกค้าทางอ้อมนั้นเอง

ความสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าในสภาวะที่ค่าครองชีพสูงเศรษฐกิจตกต่ำ

September 26th, 2014

ในสภาวะที่ค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจตกต่ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่คนเราจะต้องประหยัดและอดออม การเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ฉลาด จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขเนื้อหาสาระ สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว เรื่องการเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าปลีก ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ควรพิจารณาดังต่อไปนี้ความจำเป็น และความต้องการ ในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการและความจำเป็นในการดำเนินชีวิตผู้ซื้อควรมีการวางแผนการใช้จ่ายที่แน่นอนชัดเจนและคำนึงถึงความประหยัดเป็นสำคัญ และจำนวนเงินที่ตนมีอยู่ แล้วจัดสรรว่าควรใช้จ่ายอย่างไรและเท่าใด ซึ่งควรพิจารณาเลือกซื้อจากสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ก่อนสิ่งฟุ่มเฟือยอื่น ๆ ที่จำเป็นน้อยกว่า  การเปรียบเทียบราคาและคุณภาพ ก่อนการซื้อควรได้มีการเปรียบเทียบราคาสินค้าหรือบริการที่จะได้รับ บางครั้งอาจพบว่าราคาสูงเกินไป บางครั้งสินค้าหรือบริการเหล่านั้นไม่สามารถสนองความต้องการของเราถ้าไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่อาจตัดสินใจได้

การพิจารณาเวลาที่จะซื้อ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าชนิดใดก็ตามจะต้องพิจารณาของสินค้าชนิดนั้นให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเพื่อเวลาซื้อไปแล้วไม่ถูกใจก็ไม่สามรถที่จะนำมาคืนได้การพิจารณาวิธีที่จะซื้อ วิธีการที่จะซื้อนั้น หมายถึง จะซื้อด้วยเงินสดหรือเงินผ่อนจะต่อรองราคาหรือไม่อย่างไร บางคนชอบต่อรองราคาให้ต่ำมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทั้งในด้านการซื้อสินค้าและบริการการพิจารณาร้านค้าที่จะซื้อ ร้านที่จำหน่ายสินค้าจะมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ และขนาดปานกลางในชุมชนเล็กอาจจะมีร้านเพียง 1-2 ร้านเท่านั้น เพราะมีผู้ซื้อจำนวนน้อย ต่างกับร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีสินค้ามากมายหลายชนิดให้เลือก ซึ่งร้านที่จำหน่ายสินค้าประเภทต่าง ๆ อาจจะจัดประเภทได้ดังต่อไปนี้ห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่จะจำหน่ายสินค้านานาชนิด ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับตกแต่งบ้าน หนังสือ เครื่องใช้สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า จะมีพนักงานไว้คอยบริการลูกค้า มีบริการโทรศัพท์ ห้องน้ำ ที่จอดรถรับฝากของ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นอย่างดี

 

เหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า

August 16th, 2014

สินค้าทุกอย่างในท้องตลาดล้วนแต่มีการแข่งขันกันทั้งสิ้น จะทำอย่างไรให้สินค้าของเราเป็นที่ต้องการ เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของลูกค้า เราจำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมของลูกค้าเสียก่อน จึงจะทำให้เราสามารถทำการตลาดได้อย่างตรงจุด

การตระหนักถึงความต้องการ / โอกาสที่สูงขึ้น (Need / Opportunity Recognition)
สิ่งแรกที่ลูกค้าใช้เป็นหลักในการเลือกซื้อสินค้าก็คือความต้องการสินค้านั้น หากสินค้าชิ้นนั้นไม่ตอบสนองความต้องการ ลูกค้าก็ไม่ซื้อ เช่น ลูกค้ามีปัญหารังแค ลูกค้าจึงได้ซื้อแชมพูยี่ห้อเอมาลองใช้ ปรากฏว่าใช้จนหมดขวด รังแคก็ยังไม่ลดลง ครั้งต่อไปลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนไปซื้อแชมพูยี่ห้ออื่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่าที่ลูกค้าคาดหวังว่าสามารถตอบสนองความต้องการได้มากกว่าแทน

การค้นหาข้อมูล (Information Search)
เมื่อลูกค้าเกิดความต้องการซื้อสินค้า ลูกค้าจะทำการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ โดยอาจใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาของลูกค้าเองในการเลือกซื้อสินค้าชนิดเดิม ยี่ห้อเดิม แต่หากลูกค้าต้องการเปลี่ยนมาใช้สินค้าที่มีคุณสมบัติที่มากกว่าเดิม ลูกค้าอาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม จากบุคคล โฆษณา พนักงานขาย ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง เพื่อประกอบการตัดสินใจ

การประเมินทางเลือก (Evaluation of alternatives)
ลูกค้าเปรียบเทียบสินค้าหลาย ๆ ตราสินค้าก่อนตัดสินใจ โดยพิจารณาตามเกณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ตราสินค้า คุณสมบัติ หน้าที่ ราคา สัญลักษณ์ และอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับผลการปฏิบัติงานของตราสินค้านั้น ๆ ตราสินค้าใดที่ประเมินแล้วว่ามีคุณค่าตามความคาดหวังของลูกค้ามากที่สุดก็จะเลือกตราสินค้านั้น

การซื้อ (Purchase)
เมื่อผู้บริโภคตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อสินค้าแบบใด ยี่ห้อใด ผู้ซื้อก็อาจเปลี่ยนใจในภายหลังได้อีก หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดการประเมินทางเลือกใหม่ เช่น สินค้ายี่ห้ออื่นมีการลดราคา และจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากว่ายี่ห้อที่กำลังจะซื้อ ลูกค้าก็อาจตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย เปลี่ยนไปซื้อสินค้ายี่ห้ออื่นแทน